การแต่งกายที่เกี่ยวข้องกับการใช้สี

%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%97

 

สีดำ เป็นสีที่แสดงออกถึงความมั่นใจในตัวเอง ผู้ที่ใส่สีดำจะแสดงถึงการให้ผู้อื่นนับถือ เป็นสีที่ชอบอยู่อย่างโดดเดี่ยว

สีน้ำเงิน เป็นสีที่ควบคุมตนเองได้ดี มีความลึกซึ้ง มีความรับผิดชอบ สนุกสนานกับทุกเรื่อง ควรใช้สีน้ำเงินกับสีสดใสต่างๆ จะทำให้ดูดีขึ้น

สีเขียว เป็นสีที่แสดงออกถึงความสุขุม เยือกเย็น เหมาะสำหรับงานที่ต้องใช้พลัง หรือความคิด เมื่อใส่สีเขียวจะดูเป็นคนกระฉับกระเฉงและทำให้มีความพัฒนาตนเองได้ดีขึ้น

สีเหลือง เป็นสีที่บ่งบอกถึงความเป็นคนมีอารมณ์ขัน ร่าเริง อ่อนโยน มีพลัง มีความฉลาด และจินตนาการโดดเด่น สนใจหน้าที่การงาน การใส่สีเหลืองอาจลดความสดใสลงหรือใส่เป็นเสื้อคลุมจะทำให้ลดความเจิดจ้าลง

สีขาว เป็นสีที่ใสสะอาด เข้าได้กับทุกสี ชอบค้นหาความจริงของชีวิต  เป็นสีของนักคิด  เมื่อใส่สีขาวจะทำให้ขาดอำนาจในการตัดสินใจ

สีแดง เป็นสีที่กระตุ้นจิตใจเป็นอย่างดี เย้ายวน ร้อนแรง ผู้ที่ใส่สีแดงจะต้องเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเอง เปิดเผย และเป็นผู้นำที่ดี

สีฟ้า เป็นสีของความสงบและพักผ่อน มักใส่ในวันหยุดในบรรยากาศที่ผ่อนคลายให้ดูสดชื่น ควรหลีกเลี่ยงใส่สีฟ้าหากรู้สึกหดหู่เพราะจะทำให้เหงามากขึ้น ควรใส่คู่กับสีส้มอ่อน

สีม่วง เป็นสีที่ขรึม สง่า เกิดความศรัทธาและความสงบ หากเป็นคนที่เปิดใจกว้างจะยอมรับสีม่วงได้  สีม่วงปนแดงจะสร้างความมั่นใจได้ดียิ่งขึ้น

คุณสมบัติของคนที่อยากเป็นนักออกแบบแฟชั่นสิ่งที่ต้องมี

fasion

 

อาชีพออกแบบแฟชั่นเป็นอาชีพที่หลายคนมีความใฝ่ฝันที่จะเป็น แต่ความฝันจะมีแค่ความมุ่งมั่นอย่างเดียวคงไม่พอ เราต้องรู้จักเตรียมความพร้อมให้ตัวเองในการเดินทางสู่เส้นทางสายแฟชั่นด้วย ยิ่งเราเริ่มใหม่ควรจะรีบวางแผนและเตรียมการเพื่อให้เราเดินทางได้อย่างถูกจุดให้ได้มากที่สุด และ 5 สิ่งสำหรับคนที่อยากเป็นนักออกแบบแฟชั่นต้องมี คือ

1. ความรู้พื้นฐานเรื่อง Pattern และการตัดเย็บ การจะเป็นนักออกแบบแฟชั่นเราต้องมีความเข้าใจในเรื่องของเสื้อผ้า แพทเทิร์นและการตัดเย็บ เคยเจอปัญหาไหม? อยากได้แบบนี้ค่ะแต่ไม่รู้ทำยังไง พอเอางานไปส่งช่างปุ๊ปช่างบอกทำไม่ได้ตรงนี้ กลายเป็นต้องมาสตั๊น ตอบคำถามช่างไม่ได้ ไม่เข้าใจ ไม่รู้วิธี สุดท้ายกลายเป็นเปลี่ยนแบบทำไม่ได้ตามที่คิดไว้ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ไม่โอเคแน่ๆ เพราะนอกจากงานเพี้ยนแล้ว กลายเป็นว่าเราต้องมาทำงานสองสามรอบ คิดใหม่ เสียเวลาในการจัดสรรค์โปรเจค แถมตอบคำถามไม่ได้อีกและต่อไปก็จะทำ Design ตัดเย็บแบบนี้ไม่ได้เพราะไม่รู้จะทำยังไง

2. รู้วิธีหาไอเดีย จุดเริ่มต้นของทุกๆ อย่างเริ่มมาจากการคิดหาไอเดีย แรงบันดาลใจ  จินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ คนที่รู้วิธีหาไอเดียจะเป็นคนที่ได้เปรียบเพราะสามารถสร้างแนวคิดออกมาได้อยู่เรื่อยๆ แต่สำหรับบางคนที่ยังไม่ค่อยถนัด หรือไม่เคยทำอะไรเชิงที่ต้องใช้จินตนาการอาจจะรู้สึกว่าทำยังไงดี คิดไม่ออกเลย แต่ของแบบนี้ไม่ได้เป็นปัญหาค่ะ ให้เรามีบ้าง เราพอรู้ทิศทางเราพอมีและสิ่งที่ช่วยได้คือการรู้จักฝึกคิด ฝึกหาไอเดียบ่อยๆ

3. มีความรู้ทางด้าน Program ที่เกี่ยวข้อง ในหลายต่อหลายครั้งที่เราต้องใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในงานประเภทแฟชั่น ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมที่ใช้ในการออกแบบต่างๆ รวมถึงการทำ Present เช่น พระเอกหลักๆ ของเราก็คือ Photoshop และ illustrator เป็นโปรแกรมที่เราควรมีความรู้ในการใช้งาน เพราะนอกจากใช้ในการวาดรูปทำ Graphic หรือ Present งานแล้ว โปรแกรมนี้ยังนำมาประยุกต์ใช้ในการทำ Textile , การเรียง Pattern และประยุกต์ในลักษณะอื่นๆ เพิ่มเติมได้อีกด้วย

4. ความตั้งใจเรียนรู้และการมีคุณธรรมจริยธรรม ในทุกรูปแบบการทำงาน คนที่ใส่ใจและมีการทุ่มเทจริงๆ จะได้รับความรู้เยอะ คนที่ตั้งเป้าหมายแน่วแน่การหาโอกาสฝึกงานกับบริษัทด้านแฟชั่นในประเภทงานที่ตัวเองอยากทำ และที่สำคัญคือสไตล์งานควรจะตรงกับที่คุณเป็น

5. ทักษะด้านการวาดรูป ( ไม่เป๊ะไม่เป็นไร แต่ต้องสื่อออกมาให้เข้าใจได้ )  อีกเรื่องสำคัญของคนจะเป็นนักออกแบบแฟชั่นคือ การสื่อสารออกมาเป็นภาพวาด เพราะการวาดรูปนี้จะมีผลกับงานแฟชั่นหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบเสื้อผ้า การวาดรูปคนเพื่อนำเสนอ Design และ Collection ซึ่งอาจรวมไปถึงการออกแบบลายผ้า และการสื่อสานงานเมื่อต้องทำงานกับหลายๆ ฝ่ายในที่นี้คือไม่จำเป็นว่าฉันต้องวาดสวยอลังการ ซึ่งถามว่าจริงๆ แล้วถ้าทำได้จะดีไหม บอกเลย ”โคตรดี”

10 สิ่งบ่งบอกความเป็น “ฮิปสเตอร์” ในตัวคุณ

%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%94

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่าฮิปสเตอร์อยู่บ่อยๆ ทั้งจากสื่อและโซเชียลมีเดียต่างๆ แต่อาจไม่แน่ใจว่าฮิปสเตอร์คืออะไร ฮิปสเตอร์มีลักษณะยังไงไปดูกันเลยค่ะ

จะว่าไป ฮิปสเตอร์ก็คือเด็กแนวในอีกรูปแบบหนึ่งนั่นเอง แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นวัยรุ่นเสมอไป ส่วนมากวัยของฮิปสเตอร์จะอยู่ในช่วงมหาลัยไปจนถึงวัยทำงาน คือ 18-30+ ปี พวกเขาคือคนที่นิยมทุกสิ่งที่นอกกระแส ไม่ว่าจะแต่งกาย ดูหนัง ฟังเพลง กิจกรรม ไปจนถึงการกินอยู่เลยทีเดียว ฮิปสเตอร์จะยี้กับทุกสิ่งที่มีความเป็นแมสหรือป๊อบ และเพื่อจะให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เราจะยกตัวอย่างลักษณะของฮิปสเตอร์โดยทั่วไปมา 10 อย่าง ซึ่งถ้าใครมีลักษณะหรือพฤติกรรมเข้าข่ายลักษณะที่ยกมาเกินกว่าครึ่งแล้ว นั่นแหละ จัดว่าเป็น ฮิปสเตอร์อย่างแน่นอน ไม่ต้องสงสัยอะไรอีกแล้วล่ะ

  1. ชอบถ่ายภาพแนวอาร์ตๆ เท่ๆ อย่างพร่ำเพรื่อ

กะโหลกกะลาบ้าบออะไรก็ถ่าย แล้วนำมาปรับสีด้วยแอพต่างๆ ตอนนี้ฮิปสเตอร์กว่า 80% นิยมปรับภาพให้มีโทนสีอุ่นๆ ซีดๆ โดยมีนิตยสารแนวไลฟ์สไตล์ชิคๆ คูลๆ อย่าง Kinfolk หรือ Cereal ของต่างประเทศเป็นพระคัมภีร์ต้นแบบ แม้ว่าโลเคชั่นจะเป็นเมืองไทยพวกเขาก็จะพยายามเซ็ตให้ดูคล้ายญี่ปุ่น อเมริกา หรือยุโรปที่สุดเท่าที่จะทำได้ ฮิปสเตอร์มักจะมีทั้งกล้อง DSLR (ซึ่งบางคนก็พกไปงั้นแต่ไม่ได้ถ่ายอะไร แค่เอาไปวางไว้ให้ติดมาในเฟรมดูเท่ๆ เท่านั้นเอง) ยิ่งถ้าคนไหนที่ใช้กล้องฟิลม์ หรือมีกล้องฟิลม์แบบวินเทจอันเล็กๆ ด้วยแล้วล่ะก็ นั่นแหละฮิปสเตอร์ตัวพ่อตัวแม่แน่นอน

  1. ถ่ายภาพลงโซเชียลฯ

ถ่ายภาพแล้วมันยังไม่จัดว่าครบขั้นตอน ฮิปสเตอร์จะต้องโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย ทั้ง IG, Twitter และ Facebook ส่วนคำบรรยายที่ใช้ประกอบภาพก็จะต้องเป็นวลีสั้นๆ ดูเพ้อๆ ลอยๆ เหงา และแอ๊บติสต์ไปด้วยในตัวภึงจะครบสูตร อ้อ! ที่ขาดไม่ได้เลยคือแฮชแท็ก ต้องใส่ให้เยอะๆ เข้าไว้ จะมีความหมายหรือไม่ไม่เป็นไร ใส่ไว้เยอะๆ ก่อน มันดูเก๋ดี ฮิปสเตอร์เขาชอบใช้กัน

  1. คลั่งไคล้ในข้าวของเครื่องใช้ที่มีความของอะนาล็อก

ของเหล่านี้ให้อารมณ์วินเทจย้อนยุค ไม่ว่าจะเป็นกล้องฟิลม์ กล้องโพลารอยด์ เครื่องเล่นแผ่นเสียง เชื่อหรือไม่ว่าฮิปสเตอร์หลายคนหันมาเล่นแม้กระทั่งเทปตาสเซ็ตหรือวิดิโอ จนทำให้สิ่งเหล่านี้มีราคาสูงขึ้นกลายเป็นของสะสมไปเลย

 

  1. หนังนอกกระแส-วงดนตรีแนวๆ

ไม่ว่าจะดูหนังหรือฟังเพลง หนังฮอลลีวู้ดนั้นจะไม่ค่อยถูกรสนิยมของพวกเขาเท่าไร ส่วนมากฮิปสเตอร์จะเลือกเสพเฉพาะหนังแนวๆ อาร์ตๆ เป็นหลัก ยิ่งหนังจากประเทศแปลกๆ เช่น อาร์เซอร์ไบจัน อุซเบกิสถาน หรือเอสโตเนีย ที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักยิ่งรู้สึกเท่เป็นพิเศษ ดูเสร็จแล้วก็ต้องมารีวิวอย่างยืดยาวด้วยภาษาและแง่มุมลึกซึ้งลงในบล็อกหรือเฟซบุคซึ่งอ่านกันเอง อวยกันเองอยู่ในกลุ่มเล็กๆ ส่วนรสนิยมในการฟังเพลงของฮิปสเตอร์นั้นจะเน้นวงอินดี้ ไม่ว่าจะวงไทยหรือต่างประเทศ ยิ่งได้ฟังวงใหม่ๆ ก่อนใครยิ่งรู้สึกยืดเป็นพิเศษ เทศกาลดนตรีแนวๆ ที่เขาใหญ่ หรือพัทยา จึงเปรียบเสมือนงานเช็งเม้งที่พวกเขาจะต้องไปชุมนุมกันทุกปีเลยทีเดียว ส่วนถ้าฮิปสเตอร์จะฟังเพลงตลาดสุดๆ บ้างนั้น มักจะเป็นการแกล้ง ‘ฟังขำๆ’ มากกว่าชอบฟังด้วยความชื่นชมจริงๆ

  1. ร้านกาแฟเก๋ๆ ชิคๆ

ฮิปสเตอร์กับกาแฟเป็นสิ่งที่ขาดกันมิได้ แต่สำหรับฮิปสเตอร์แล้วจะซื้อกาแฟรถเข็นของอาแปะหรือร้านสะดวกซื้อนั้นมันไม่ใช่ ฮิปสเตอร์จะขวนขวายเสาะหาร้านกาแฟแต่งเก๋ๆ เล็กๆ ไม่ก็หรูหรามีระดับไปเลยเพื่อไปนั่งโพสต์ท่า เอ๊ย นั่งทำงาน แล้วถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดียตามระเบียบ การถ่ายภาพแก้วกาแฟนั้นก็ต้องเลือกมุมเท่ๆ มีของประกอบฉากติดเข้ามาในเฟรม เช่นหนังสือที่ดูฉลาด แนวๆ สมุด ปากกา พวงกุญแจ หรือกระเป๋าที่บ่งบอกรสนิยมทันสมัยของพวกเขาด้วยเช่นกัน การดื่มกาแฟของพวกเขาจึงเปรียบเสมือนพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ที่จะต้องประดิดประดอยสุดฤทธิ์ แต่สำหรับคนทั่วไปแล้วชวนให้ตั้งคำถามว่า “จะเยอะไปไหน ทำไมต้องทำให้ยุ่งยากขนาดนั้น ไม่เหนื่อยบ้างเหรอ” แต่หากวันไหนที่ฮิปสเตอร์ดื่มกาแฟร้านสะดวกซื้อพวกเขาจะไม่มีวันโพสต์ให้คุณเห็นหรอก ตลกดี

  1. จักรยาน

คนใช้จักรยานในเมืองไทยแบ่งได้เป็นสามกลุ่มคือ พวกปั่นเพื่อการเดินทาง พวกปั่นออกกำลังอย่างจริงจัง และพวกปั่นแบบชิคๆ คูลๆ เฉพาะวันหยุดหรือตอนกลางคืน ซึ่งเราจะพบฮิปสเตอร์ได้ในกลุ่มนักปั่นประเภทหลังเยอะมาก พวกนี้จะให้ความสำคัญกับรถ (บางคันราคาเป็นแสน ล้อแพงกว่าล้อแม็กรถยนต์ยังมีเลย) ออปชั่นแต่งรถ  และชุดที่ใช้ใส่ปั่นมาก อย่าแปลกใจถ้าได้เห็นคนใส่เสื้อนอก หมวก กับกางเกงขาสั้น ปั่นจักรยาน เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว formต้องมาก่อน function เสมอ แม้จะดูกระแดะเพียงไรก้ไม่พรั่น การปั่นก็จะเน้นรวมตัวกันเป็นกลุ่มไปตามเส้นทางเก๋ๆ ที่นิยมมากเป็นพิเศษคือการปั่นไปทานอาหารตามร้านเท่ๆ หรือปั่นไปหาของกินตอนกลางคืนแถวเยาวราช สงสัยแถวบ้านคงไม่มีอะไรขายตอนดึกๆ แน่ ที่สำคัญ ต้องถ่ายภาพอัพลงเฟสด้วย ถ้าโลกนี้ไม่มีโซเขียมีเดีย เผลอๆ พวกนี้อาจไม่สนใจปั่นจักรยานซะด้วยซ้ำ

  1. โซเชียลมีเดียคือชีวิตจิตใจของพวกเขา

ฮิปสเตอร์จะไปไหนก็ต้องเช็คอิน และถ่ายภาพต่างๆ อวดตลอด บางคนที่มีความสามารถในการเล่าเรื่องด้วยภาพและตัวอักษรได้น่าสนใจ มีผู้ติดตามหลักพันคน ก็ยกระดับขึ้นมาเป็นเน็ตไอดอลไปเลยก็มี  แค่จะให้ทะลุไปหลักหลายหมื่นแบบน้องมันแกว น้องมุกกี้ นั้นคงยากหน่อย เพราะฮิปสเตอร์ยังมีไม่มากพอขนาดทาสนมอย่างเราๆ ท่านๆ หรอก

  1. ไอโฟน ไอแพด แม็คบุค

แม้ฮิปสเตอร์จะชอบสโลว์ไลฟ์ แต่สำหรับเรื่องการสื่อสารแล้วกลับไม่ยักกะใช้นกพิราบหรือการเขียนจดหมาย พวกเขาหายใจเข้าออกเป็นการเสพข้อมูลในด้านเทรนด์และกระแสสังคมด้วยอุปกรณ์เหล่านี้ และยิ่งสินค้าตระกูลแอปเปิลมีหน้าตาสวยทันสมัยจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ฮิปสเตอร์จะเลือกใช้ยี่ห้อนี้เป็นหลัก

  1. แว่น ผม หนวด เครา

ฮิปสเตอร์นิยมใส่แว่นกรอบสี่เหลี่ยมทรงหนา ไม่ว่าสายตาจะปกติหรือไม่ก็ตาม แต่ใส่แล้วจะเพิ่มดีกรีความฮิปขึ้นอีกเลเวลหนึ่งทันที ส่วนทรงผมนั้น ตอนนี้ฮิปสเตอร์นิยมตัดผมกับช่างแนวบาร์เบอร์ย้อนยุค เป็นทรงไถด้านข้างสูงๆ แล้วเสยขึ้นไป อัดน้ำมันใส่ผมเหนียวๆ ที่มีชื่อเฉพาะว่าปอมเมด ไม่ใช่เจลหรือแว็กซ์ทั่วไป ราคาค่าตัดตั้งแต่ 400-1500 บาท ไม่รวมค่าปอมเมดกระปุกเล็กๆ ราคา 400-1000 บาทอีกต่างหาก ทรงผมนี้ก็ใช่ว่าทุกคนไว้แล้วจะดูดี บางคนตัดออกมาแล้วหน้ายังกะ แมนนี่ บาเกียว ก็มี ยังไงก็ขอฝากให้ช่วยใคร่ครวญตรงนี้ด้วย และที่สำคัญมากคือหนวด-เครา ฮิปสเตอร์เมืองนอกนั้นนิยมไว้เคราเฟิ้มๆ ที่มาต่อกับหนวดพอดี หรือหนวดที่จัดแต่งโง้งแบบพี่เล็ก คาราบาว แต่ฮิปสเตอร์ไทยซึ่งพันธุกรรมไม่ใช่พันธฺขนดกมีไม่กี่คนที่จะไว้ทั้งหนวดเคราแบบเขาได้ ส่วนใหญ่เลยต้องเอาดีทางการไว้หนวดแทน บางคนหนวดไม่ค่อยจะมี เดือดร้อนต้องไปหายาปลูกหนวดอีก ชีวิตช่างยุ่งยากจริงๆ

  1. การกินอยู่

ฮิปสเตอร์จะเน้นการกินอาหารในสิ่งแวดล้อมที่ดูเก๋มาก่อนอาหารอร่อย ถ้าร้านดูไม่สวย ไม่เท่ พวกเขาก็ไม่ค่อยอยากจะย่างกรายเข้าไปนัก เพราะมันไม่ถูกจริต แต่ถ้าเป็นร้านที่แต่งแนวเท่ๆ เป็นไม้ๆ หรือปูนเปลือย ใช้โต๊ะนักเรียนหรือจักรเย็บผ้าให้ลูกค้านั่ง เสิร์ฟอาหารมาในจานไม้ ค็อกเทลหน้าตาแปลกๆ ในขวดแยมเก่าที่นำมารีไซเคิล นี่ใช่เลย เราเชื่อว่าฮิปสเตอร์คงมีการกินข้าวไข่เจียว ข้าวกะเพราไก่ไข่ดาว ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว มั่งแหละย่า แต่พวกเขาไม่อัพรูปตอนกินอะไรแบบนี้ให้เราเห็นหรอก เสียสถาบันฮิปสเตอร์หมดสิ!

 

ฮิปสเตอร์ที่เป็นตัวตนแท้ๆของคุณในปัจจุบัน

hipster-01ฮิปสเตอร์ คือเด็กแนวในอีกรูปแบบหนึ่งแต่ไม่จำเป็นต้องเป็นวัยรุ่นเสมอไป ส่วนมากวัยของฮิปสเตอร์จะอยู่ในช่วงมหาลัยไปจนถึงวัยทำงาน คือ 18-30+ ปี พวกเขาคือคนที่นิยมทุกสิ่งที่นอกกระแส ไม่ว่าจะแต่งกาย ดูหนัง ฟังเพลง กิจกรรม ไปจนถึงการกินอยู่เลยทีเดียว ฮิปสเตอร์นิยมใส่แว่นกรอบสี่เหลี่ยมทรงหนา ไม่ว่าสายตาจะปกติหรือไม่ก็ตาม แต่ใส่แล้วจะเพิ่มดีกรีความฮิปขึ้นอีกเลเวลหนึ่งทันที ส่วนทรงผมนั้นตอนนี้ฮิปสเตอร์นิยมตัดผมกับช่างแนวบาร์เบอร์ย้อนยุค เป็นทรงไถด้านข้างสูงๆ แล้วเสยขึ้นไป อัดน้ำมันใส่ผมเหนียวๆ ทรงผมนี้ก็ใช่ว่าทุกคนไว้แล้วจะดูดี และที่สำคัญมากคือหนวดเครา ฮิปสเตอร์เมืองนอกนั้นนิยมไว้เคราเฟิ้มๆที่มาต่อกับหนวดพอดี

เป็นกระแสที่มีมานานแล้วแต่เพิ่งจะมาเป็นประเด็นในสังคมไทยเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฮิปสเตอร์เป็นคำที่ใช้เรียกหรืออธิบายถึงคนที่ชอบทำตัวแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ในสังคมคล้ายๆกับเด็กแนว เป็นกลุ่มคนที่เชื่อว่าตัวเองดำเนินชีวิตโดยไม่ไหลไปตามกระแสของอะไรง่ายๆ มีรสนิยมแปลกแตกต่าง มองเห็นเรื่องต่างๆด้วยมุมมองไม่เหมือนใคร และรู้สึกปลอดภัยเมื่อพบว่าตนเองกำลังเดินอยู่ในวิถีที่แตกต่าง โดยพื้นฐานแล้วฮิปสเตอร์คือกลุ่มบุคคลที่มีความคิดหัวก้าวหน้า รักธรรมชาติ รักษาสุขภาพ ดื่มด่ำกับงานศิลปะ และค่อนข้างรักอิสรเสรี ซึ่งแม้ฮิปสเตอร์แต่ละคนหรือแต่ละกลุ่มจะมีรายละเอียดแตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับประเด็นเหล่านี้ คือมักจะนิยมศิลปะ ชอบอ่านหนังสือ ฟังเพลง และดูภาพยนตร์ ทั้งผลงานประเภทที่ผู้คนอาจจะไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยในชีวิต หรือผลงานที่หาได้โดยทั่วไป แต่ฮิปสเตอร์ก็มักจะเชื่อว่าตัวเองสามารถมองเห็นแง่มุมที่ลึกซึ้งของผลงานเหล่านั้นมากกว่าคนทั่วไป ต้องรักธรรมชาติ ทั้งเลือกอาหารออแกนิก นิยมการปั่นจักรยาน และไม่สนับสนุนกิจกรรมใดๆที่เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม

จะไปไหนก็ต้องเช็คอินและถ่ายภาพต่างๆอวดตลอด บางคนที่มีความสามารถในการเล่าเรื่องด้วยภาพและตัวอักษรได้น่าสนใจ มีผู้ติดตามหลักพันคนก็ยกระดับขึ้นมาเป็นเน็ตไอดอลไปเลยก็มี แม้ฮิปสเตอร์จะชอบสโลว์ไลฟ์ แต่สำหรับเรื่องการสื่อสารแล้วกลับไม่ยักกะใช้นกพิราบหรือการเขียนจดหมาย พวกเขาหายใจเข้าออกเป็นการเสพข้อมูลในด้านเทรนด์และกระแสสังคมด้วยอุปกรณ์เหล่านี้ และยิ่งสินค้าตระกูลแอปเปิลมีหน้าตาสวยทันสมัยจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ฮิปสเตอร์จะเลือกใช้ยี่ห้อนี้เป็นหลัก

ศิลปะกับการออกแบบ ต้องเดินไปพร้อมกับนักออกแบบ

ถ้าพูดถึงคำว่าการออกแบบหรือ “ดีไซน์” (design) เชื่อว่าหลายคนมักจะใช้คำนี้พ่วงติดมากับคำว่า ศิลปะหรือ “อาร์ต” (art) รวมกันเป็นคำว่า Art & Design ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเราเห็นและได้ยินคำสองคำนี้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา ไม่ว่าจะจากชื่อสถาบันสอนศิลปะและการออกแบบ (Art & Design School) หลายๆแห่ง หรือจากสื่อต่างๆที่แวดล้อมรอบตัวเรา ทั้งที่ความจริงแล้ว “ศิลปะกับการออกแบบ” แม้จะเป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวพันกันอยู่ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องเดียวกันเสียเมื่อไราจะเรียกว่าเป็น “คนละเรื่องเดียวกัน” ก็ไม่น่าจะผิดนัก

การออกแบบเกิดขึ้นเพื่อมุ่งป้องกันและแก้ไขปัญหาของสิ่งต่างๆ ก่อนที่จะลงมือปฏิบัติการ ดังนั้น การออกแบบจึงกินความหมายครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกสาขาวิชาที่ต้องการการวางแผนเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตคนเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การออกแบบอาคารบ้านเรือน ผังเมือง ถนนหนทาง เพื่อการอยู่อาศัยที่ถูกสุขลักษณะ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การออกแบบผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ที่ตอบสนองรูปแบบการใช้ชีวิต การออกแบบเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ช่วยประหยัดพลังงาน การออกแบบหลักสูตรวิชาภาษาอังกฤษเพื่อให้เรียนรู้ครบทุกทักษะ การออกแบบแผนการทำธุรกิจเพื่อทำกำไรสูงสุด ลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด การออกแบบเวทีละครเพื่อให้เกิดความสวยงามและใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การออกแบบเว็บไซต์เพื่อให้ใช้งานง่าย เข้าใจง่าย ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม หากจะบอกว่าการออกแบบทั้งหมดที่กล่าวมานั้น เป็นศิลปะการใช้ชีวิตและเป็นศิลปะในการจัดการกับปัญหาในชีวิตอย่างหนึ่งก็คงไม่ผิด แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นอยู่ตรงที่ว่า ถ้าหากเราเอาการออกแบบไปผูกติดอยู่กับศิลปะ การรับรู้ของเรา จะถูกตีกรอบจำกัดอยู่ในความหมายของทัศนศิลป์ (visual art) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และตรงนี้เองที่ทำให้หลายคนเลิกคิด มองข้าม ละความสนใจ หรือแม้กระทั่งเพิกเฉยต่อการคิดริเริ่มออกแบบ เพราะคิดไปว่า การออกแบบเป็นของที่กินไม่ได้ ไม่เกี่ยวข้องกับปากท้อง ชีวิต และการทำมาหากินโดยตรง ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดมหันต์ในทุกวันนี้

ใช้ศิลปะในการออกแบบเสื้อผ้า


ด้วยผลงานการออกแบบผืนผ้าที่โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งไม่เพียงแต่การใช้จินตนาการสร้างสรรค์ผลงานที่สวยงามเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปสู่การพัฒนารูปแบบในเชิงพาณิชย์ต่อไปได้

หลายคนเข้าใจว่า การเรียนสาขาแฟชั่น จะต้องอยู่แต่กับการออกแบบเสื้อผ้าเท่านั้น แต่เราสามารถทำงานได้หลากหลาย และมีความชื่นชอบงานผ้า ทั้งในด้านของเทคนิค ในการออกแบบลวดลายบนผ้า รวมถึงการทำแพตเทิร์นผ้า

การออกแบบเครื่องใช้ที่ทำด้วยผ้าที่นิยมใช้ในชีวิตประจำวัน ควรคำนึงถึงหลักการเพื่อความคุ้มค่าของาน ดังนี้

1.คำนึงถึงประโยชน์ใช้สอย สำหรับเครื่องที่ทำด้วยผ้า ถ้าเรารู้จักออกแบบให้สามารถใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างก็จะทำให้คุ้มค่าต่อการ ใช้งาน เช่น กระเป๋าเอนกประสงค์ สามารถออกแบบโดยใช้เป็นหมวกกันแดดได้ด้วย เป็นต้น

2.คำนึงถึงความสวยงามโดยให้มีสีสัน ลักษณะมองดูแล้วสะอาด สวยงาม น่าใช้ เช่น ผ้าเช็ดมือสำหรับแขวนในห้องน้ำ ควรเป็นผ้าสีอ่อนสะอาดตา เช่น สีขาว สีชมพู สีฟ้า เป็นต้น

3.คำนึงถึงการดูแลรักษา หรือการทำความสะอาด สำหรับเครื่องใช้ประเภทผ้าที่เปื้อนง่าย ต้องทำความสะอาดบ่อยหรือทุกครั้งหลังจากการใช้งาน ควรออกแบบให้เป็นแบบเรียบ และเลือกใช้ผ้าที่ทนทานต่อการซักรีด เช่น ผ้าลินิน เป็นต้น

ในการออกแบบเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย เพื่อให้เกิดความสวยงามเหมาะสมและคุ้มค่าสามารถนำไปใช้ได้ยาวนาน ผู้ออกแบบควรคำนึงถึงความสวยงามเหมาะสม เสื้อผ้าบางแบบอยู่ในสมัยนิยมแต่ไม่เหมาะกับบุคลิกของผู้สวมใส่บางคน ทั้งนี้ ผู้ออกแบบเสื้อผ้าจึงควรมีความรู้ความเข้าใจเพื่อนำหลักการไปใช้ในการออกแบบ ให้เหมาะสม ช่วยอำพรางส่วนที่พกพร่อง และช่วยเสริมจุดเด่นให้มีบุคลิกลักษณะที่ดียิ่งขึ้น

ศิลปะ เป็นเรื่องของความรู้สึก ที่ทำให้ผู้ที่พบเห็นงานเกิดความรู้สึกต่าง ๆ ตามแต่จะจินตนาการกันออกไป คนที่สนใจเรียนในด้านการออกแบบ อยากฝากให้หมั่นฝึกฝนฝีมือไว้ก่อน เพราะศิลปะสามารถแตกออกไปหลากหลายแขนง พอจุดหนึ่งจะค้นพบทางที่ถนัด และชื่นชอบ เราต้องพยายามหาตัวเองให้เจอในช่วงเวลาที่ยังเรียนอยู่ และต้องมีความมุ่งมั่นทำให้ดีที่สุด หากเราตั้งใจทำแล้ว ผลงานที่ดีจะออกมาเอง

กระแสนิยมที่ทำให้เกิดการเลียนแบบการแต่งกายของเด็กตามผู้ใหญ่

Girls in wardrobe

เนื่องจากความปัจจุบันของสังคมไทยนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม ความคิดและวิถีชีวิตที่แตกต่างจากเดิม จากผลของบริวารและสภาพแวดล้อมและด้วยที่เทคโนโลยีที่พัฒนาขยายอย่างรวดเร็ว ด้วยการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นก้าวเข้าสู่ความทันสมัย นอกจากจะนำไปสู่สภาพของสังคม  เศรษฐกิจและการเมืองที่เปลี่ยนไปแล้วก็คือ เรื่องค่านิยมที่ผสมผสานและได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมตะวันตก ประกอบกับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรี และสภาวะของโลกาวิวัฒน์ ที่ได้นำไปสู่กะแสของการบริโภคนิยม  ที่ทำให้คนในสังคมแบบสมัยใหม่มีความฟุ้มเฟ้อในเรื่องของวัตถุ เงินทองและสิ่งต่างๆ อันเกิดจากค่านิยมเสรี และการเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตกที่ทำให้คนในสังคมมีความปรารถนาและความต้องการในเรื่องของสิทธิและเสรีภาพของทรัพย์สิน ร่างกายและชีวิตมากขึ้น และสิ่งเหล่านี้เองก็ก็ได้นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตของและพฤติกรรมทางสังคมองคนไทย โดยเฉพาะคนไทยรุ่นใหม่ที่เติมโตขึ้นมาในช่วงยุคของโลกาวิวัฒน์หรือยุคสมัยใหม่ และได้รับอิทธิพลกระแสของวัฒนธรรมตะวันตก การบริโภคนิยม ผ่านสภาพแวดล้อมทางสังคม ลักษณะของครอบครัวที่เปลี่ยนไปจากอดีต  รวมทั้งอิทธิพลจากสื่อและเทคโนโลยี สารสนเทศสมัยใหม่ ที่ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของคนยุคใหม่หรือวัยรุ่น ทำให้พฤติกรรมบางประการของคนยุคใหม่หรือวัยรุ่นยุคใหม่ในสังคมไทยไม่ได้เป็นไปตามแนวทางของคุณค่าและจริยธรรมที่สังคมเดิมของตนกำหนดค่านิยมได้เปลี่ยนไป ตามกระแสของการบริโภคนิยม และสังคมในยุคสมัยโลกกาวิวัฒน์ส่งผลให้สภาพสังคมไทยได้เปลี่ยนไปจากเดิมมาก

อะไรเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้วัยรุ่นตอนปลายเริ่มหันมาแต่งตัวตัวไม่เหมาะสมไม่ใช่เพียงแค่ค่านิยมเท่านั้นกระแสจากอิทธิพลของกลุ่มวัยรุ่นด้วยกันเอง สิ่งที่ตามมาคือค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยนั้นตามมาด้วย เเละเมื่อกลุ่มวัยรุ่นเริ่มการสนใจกับการแต่งตัวนั้นเเล้ว ยังส่งผลร้ายอื่นๆตามมาไม่ใช่แค่ไม่เหมาะสมเท่านั้นพลอยเสียอนาคตไปด้วย ตัวอย่างเช่น เด็กนักศึกษาปี1 มหาลัยชื่อดัง ออกเทียวกลางคืนเนื่องจากการแต่งกายที่ล่อแหลมเเล้วยังทำให้เกิดอาชญากรรมได้อีกด้วย ผลกระทบที่เกิดจากปัญหาการแต่งกายไม่เหมาะสมของนักศึกษาแฟชั่น ชุดนักศึกษายุคใหม่ที่เน้นตามกระแสแฟชั่นได้รับความนิยมสูง ขายดีทั้งชุดของผู้ชายและผู้หญิงเพราะราคาถูก ดูทันสมัย แต่ความจริงแล้วการแต่งกายเสื้อผ้าเล็กเกินไป นอกจากจะดูไม่งามแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพอีกด้วยปัญหาอาชญากรรม การถูกล่วงละเมินทางเพศ การข่มขืน การถูกล่อล่วงไปกระทำอนาจารส่งผลต่อวัฒนธรรมการแต่งกายที่ดีงามของนักศึกษา ที่เป็นปัญญาชนกลับถูกมองในด้านลบเสื่อมเสียไปถึงสถาบันที่ศึกษาเป็นการตามกระแสนิยมที่ผิดๆ เป็นกระแสนิยมที่ทำให้เกิดการเลียนแบบการแต่งกายของเด็กตามผู้ใหญ่ ทำให้สิ้นเปลื้องเงินของผู้ปกครองโดยใช่เหตุและยังเป็นการปลูกฝังค่านิยมแก่คนรุ่นน้องที่ผิดๆ

รสนิยมของการแต่งกายขึ้นอยู่กับศิลปะ

เสื้อผ้าเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องนุ่งห่ม หรือเครื่องแต่งกาย เสื้อผ้ามีไว้ปกปิดร่างกาย และป้องกันภัยจากสิ่งแวดล้อมภายนอก และเสื้อผ้ายังช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพให้มีภาพลักษณ์ที่ดี หากต้องการมีภาพลักษณ์ที่ดี ผู้นั้นจะต้องเลือกแต่งกายดี มีรสนิยม รสนิยมของการแต่งกายขึ้นอยู่กับศิลปะ ศิลปะในการแต่งกายจึงเป็นสิ่งสำคัญ ในการแต่งกายโดยทั่วไปจะคำนึงถึงขนาด รูปร่าง เพศ วัย และบุคลิกของการสวมใส่ และศิลปะจะเป็นส่วนเสริมเพิ่มเติมหรือประดับตกแต่งให้เกิดรสนิยม ศิลปะจึงมีความสัมพันธ์กับเสื้อผ้าและการแต่งกาย

องค์ประกอบศิลปะที่นำมาเกี่ยวข้องกับเสื้อผ้าและการแต่งกาย ได้แก่
1. ขนาดและสัดส่วน (Size and Proportion) ขนาดและสัดส่วนมีความสัมพันธ์กัน ขนาดเกี่ยวพันกับสัดส่วน หากร่างกายมีขนาดใหญ่ สัดส่วนจะขยายใหญ่ ดังนั้นในการแต่งกาย หรือการออกแบบเสื้อ ผ้าที่แก้ไขข้อบกพร่องของสัดส่วนของร่างกาย เช่น คนหน้าอกใหญ่ ควรสวมเสื้อที่มีปกหรือเสื้อคอวี เพื่อช่วยให้ทรวงอกเล็กลง หรือผู้ที่อ้วนควรเลือกเสื้อผ้าชุดหลวมที่ไม่เน้นบริเวณเอว หรือคับตึง เพราะจะเน้นให้เห็นขนาดที่ชัดเจน
2. ความกลมกลืน (Harmony) ความ กลมกลืนในการแต่งกาย ได้แก่ ความกลมกลืนของสีเสื้อผ้าและการตกแต่ง การใช้สีตกแต่ง ควรมีความกลมกลืนกับบุคลิก อายุ เพศ และวัย ผู้สูงอายุควรใช้เสื้อผ้าที่มีสีเข้ม ไม่ฉูดฉาด เพราะจะทำให้ดูอ่อนโยน
3. การตัดกัน (Contrast) การ ตัดกันในการแต่งกาย ทำได้หลายวิธี ทั้งในด้านการตัดกันด้วยขนาดลวดลาย แบบ หรือสี การตัดกันเพื่อสร้างจุดเด่น ดังนั้นในการตัดกัน จึงควรคำนึงถึงผู้สวมใส่ ว่ามีบุคลิกภาพที่เหมาะสมอย่างไร ในการตัดกันควรพิจารณาถึงปริมาณของการตัดกัน ซึ่งไม่เกิน 80 เปอร์เซ็นต์ของผลงาน เช่น การใช้สีตัดกันของเสื้อผ้า ควรตัดกันไม่เกิน 80 เปอร์เซ็นต์
4. เอกภาพ (Unity) เอกภาพ ของการแต่งกายคล้ายกับความกลมกลืน ซึ่งเน้นในด้านความสัมพันธ์และความสอดคล้อง ในการแต่งกายควรให้มีความสอดคล้องในด้านแบบ สี หรือการตกแต่ง ให้ผสมกลมกลืนเป็นกลุ่มเดียวกัน หรือในลักษณะเดียวกันเพื่อดูเรียบร้อยสวยงาม เอกภาพในการแต่งกายได้แก่การแต่งกายในชุดทำงานที่มีสีเดียวกัน ตกแต่งในแบบเรียบง่าย แต่ดูคล่องแคล่วในการปฏิบัติงาน
5. การซ้ำ (Repetition) หาก ในการจัดอาหาร การวางแตงกวารอบขอบจานคือการซ้ำ ในการแต่งกายการเรียงกระดุมของเสื้อผ้าก็คือการซ้ำเช่นกัน การซ้ำทำในลักษณะของการตกแต่ง เช่น การติดลูกไม้รอบคอเสื้อ หรือชายกระโปรง หรือการตกแต่งด้วยลวดลายของผ้า และสีของการตกแต่ง เหตุที่ต้องทำซ้ำก็เพื่อดึงดูดความสนใจ หรือเบี่ยงเบนความสนใจของส่วนบกพร่องต่าง ๆ ของร่างกายนั่นเอง
6. จังหวะ (Rhythm) ใน การแต่งกาย จังหวะเปรียบเสมือนช่วงระยะของการนำสายตาที่เชื่อมโยงหรือต่อเนื่องกัน หรือการประสานต่อเนื่องกันของสายตาอย่างมีจังหวะของส่วนประกอบเครื่องแต่ง กาย เช่น ปกเสื้อ เข็มขัด กระโปรงหรือรองเท้า การออกแบบเสื้อผ้าอย่างมีจังหวะก็เพื่อสานองค์ประกอบย่อยเข้าเป็น องค์ประกอบใหญ่ เพื่อสร้างจุดเด่นที่ชัดเจน การเชื่อมโยงสายตาอย่างมีจังหวะสามารถทำได้โดยการซ้ำของวัสดุที่คล้ายกัน หรือต่างกัน โดยทำเป็นจังหวะที่เหมือนกันหรือต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการสร้างจุดสนใจนั้น ๆ
7. การเน้น (Emphasis) เมื่อ จังหวะสร้างจุดเด่น จุดเด่นนั้นจะทำให้เกิดการเน้น ในการเน้นของการแต่งกายเป็นการอำพรางข้อบกพร่อง โดยเบี่ยงเบนความสนใจไปยังส่วนอื่น หรือในขณะเดียวกันการเน้นอาจเรียกร้องหรือสร้างจุดสนใจให้กับการออกแบบนั้น ๆ ในการเน้นอาจเน้นด้วยเครื่องประดับ ลวดลาย หรือสีสันของลวดลายผ้า
8. ความสมดุล (Balance) ความ สมดุลในการแต่งกายทำได้หลายวิธี ในการสร้างความสมดุลของการแต่งกายจะจัดแบ่งเป็นด้านบน และด้านล่าง เช่น เสื้อและกระโปรง หรือเสื้อกับกางเกง การทำให้สมดุล อาจใช้ลวดลายหรือน้ำหนักของสีเสื้อผ้าช่วยในการแบ่งน้ำหนักได้ เช่น ใส่กระโปรงสีดำ และใส่เสื้อสีขาวสลับดำ เป็นต้น

ปัจจุบันนี้คงจะหนีไม่พ้นแฟชั่นที่มาแรงแซงทางโค้งนั่นก็คือแฟชั่นสไตล์เกาหลีกระแสนิยมที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน

4

เสื้อผ้าแฟชั่นในปัจจุบันมีรูปแบบที่สวย สดใส น่ารัก และทันสมัยมากๆ เนื่องจากสาวๆ มีการเปิดใจรับแฟชั่นเสื้อผ้าจากทางต่างประเทศเข้ามา ทั้งเสื้อผ้าเกาหลี ยุโรป อเมริกา ซึ่งอาจจะมีทั้งที่เหมาะ และไม่เหมาะกับอากาศร้อนๆ อย่างบ้านเรา แต่สาวไทยเราก็มีวิธีการปรับรูปแบบแฟชั่นเสื้อผ้านั้นๆ ให้เข้ากับอากาศบ้านเราได้อย่างลงตัว และโดดเด่น จนอาจจะกลายเป็นผู้นำเทรนด์แฟชั่นเสื้อผ้าไปเลยก็ได้ แต่ยังไงซะสาวไทยอย่างเราๆก็รู้จักที่จะใส่เสื้อผ้าแฟชั่นที่เหมาะสมกับกาละ เทศะอยู่แล้วล่ะคะ

หากพูดถึงเรื่องแฟชั่นแล้ว ปัจจุบันนี้คงจะหนีไม่พ้นแฟชั่นที่มาแรงแซงทางโค้ง นั่นก็คือ “แฟชั่นสไตล์เกาหลี” กระแสนิยมที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน แฟชั่นในยุคนี้ “เทรนด์เกาหลี” เริ่มเข้ามาในสังคมไทยเรามากสุด ๆ เมื่อพูดถึงคำ ๆ นี้คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักนะคะ กระแสที่มาแรงทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมทางด้านการบันเทิง ดารา นักร้อง ซีรี่ส์ต่าง ๆ ในด้านของภาษาก็เป็นที่นิยมไม่น้อยหน้ากันเลยทีเดียว เดี๋ยวนี้มีจำนวนนิสิตนักศึกษาไม่น้อยที่สนใจและเลือกเรียนภาษาเกาหลีมาก ขึ้น พวกเราเริ่มรู้จักวัฒนธรรมเกาหลีกันมากขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นด้านอาหารการกิน การทักทาย และแฟชั่นเสื้อผ้า เพราะว่าคนเกาหลีเน้นสวมเสื้อผ้าตามฤดูกาลแตกต่างกันไป แต่ละฤดูมีลักษณะการแต่งกายที่ไม่เหมือนกัน เช่น

ฤดูใบไม้ผลิ หรือที่ภาษาเกาหลีเรียกว่า “พม” ฤดูนี้เสื้อผ้าจะเน้นสีเสื้อผ้าที่ฉูดฉาด สดใส เสื้อผ้ามีหลากหลายสไตล์ด้วยกันฤดูร้อน หรือที่ภาษาเกาหลีเรียกว่า “ยอรึม” ในฤดูนี้เสื้อผ้าจะเน้นสีสดใสเช่นกัน แต่โทนสีอ่อนลงมากกว่า ลักษณะเสื้อผ้าจะเป็นเสื้อกล้าม เสื้อสายเดี่ยว กางเกงขาสั้น กางเกงสามส่วน เป็นต้น ฤดูใบไม้ร่วง หรือที่ภาษาเกาหลีเรียกกันว่า “คาอึล” ในฤดูนี้เสื้อผ้าจะเน้นเสื้อผ้าสีทึบ ๆ มืด ๆ เช่น สีน้ำเงิน สีน้ำเงินเข้ม สีกรมท่า สีน้ำตาล ฤดูหนาว หรือที่ภาษาเกาหลีเรียกกันว่า “คยออูล” ฤดูนี้เสื้อผ้าส่วนใหญ่เน้นสีดำเป็นหลัก เสื้อแขนยาวสีเข้ม เสื้อกันหนาวสีดำ เสื้อไหมพรมใส่คู่กับผ้าพันคอสีเข้ม ๆ เสื้อสไตล์เกาหลี โดยส่วนใหญ่แล้วจะใส่เสื้อสองตัวซ้อนกัน เหตุเป็นเพราะว่าอากาศในประเทศเกาหลีค่อนข้างหนาวเย็น เพราะฉะนั้นจึงเน้นเสื้อตัวยาว ๆ โทนสีอาจตัดกันหรือเป็นโทนเดียวกัน ขึ้นอยู่กับความชอบ ส่วนกางเกง มักเป็นกางเกงประมาณเข่า มีผ้าผูกเอวประดับแทนเข็มขัด ในฤดูหนาวจะเป็นกางเกงขายาวแทน

วัยรุ่นกับศิลปะทางด้านแฟชั่น

ศิลปะนั้นมีหลากหลายรูปแบบ ฉะนั้นจึงทำให้คนที่ออกแบบศิลปะมีหลากหลายสาขา ซึ่งวันนี้เรามีศิลปะเกี่ยวกับแฟชั่นโดยศิลปะทางด้านแฟชั่นทุกวันนี้ได้มีการพัฒนาไปอย่างมาก โดยส่วนใหญ่แล้วแฟชั่นที่เราพบเห็นได้มากก็คือ การออกแบบเสื้อผ้า รองเท้า ซึ่งแฟนชั่นเหล่านี้ได้มีการนำศิลปะมาประยุกต์ให้มีความเหมาะสมและสวยงามตามยุคตามสมัย

วัยรุ่นกับแฟชั่นนั้นเป็นสิ่งที่ขาดจากกันไม่ได้ ซึ่งแฟชั่นก็คืองานศิลปะด้านการออกแบบอีกรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่วัยรุ่นหยุดตามแฟชั่น เมื่อนั้นแฟชั่นยุคนั้นก็จะหมดลง ศิลปะเป็นสิ่งที่คนเราต้องอยู่กับการดำเนินชีวิตของเรามาก เพราะถ้าเราไม่มีการนำศิลปะมาใช้ในการดำเนินชีวิตก็จะทำให้การดำเนิน เชื่อว่าในช่วงชีวิตหนึ่งตอนที่เราเป็นวัยรุ่นเราอาจจะต้องเคยอินเทรนด์กับแฟชั่น โดยวันนี้เรามีการนำศิลปะกับการดำเนินชีวิตของคนเรามาฝากครับ ศิลปะแฟชั่นกับวัยรุ่น  เรามาดูกันว่า วัยรุ่นนั่นมีอิทธิพลต่อศิลปะทางด้านแฟชั่นมากน้อยเพียงใด

สำหรับแฟชั่น คือ การนำศิลปะมาประยุกต์เป็นผลงานศิลปะที่มีความหลากหลาย โดยที่แฟชั่นแต่ละอย่างนั้นก็จะมีความแตกต่างกันออกไป เช่น  แฟชั่นเสื้อผ้าที่มีรูปทรงและสีสันต์ที่สวยงามที่มีความทันยุคทันสมัย  โดยส่วนใหญ่แล้วคนที่จะนำแฟชั่นก็จะเป็นกลุ่มวัยรุ่นหนุ่มสาว เพราะวัยรุ่นเป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโต และเป็นวัยที่กำลังเปลี่ยนแปลงระหว่างวัยเด็กและผู้ใหญ่ มีพัฒนาการทั้ง 4 ด้านไปพร้อม ๆ กัน ได้แก่ ร่างกาย อารมณ์ สติปัญญา และสังคม ฉะนั้นวัยรุ่นจึงเป็นวัยที่ต้องการเรียนรู้และมีความคิดที่แตกต่างและกล้าเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง อย่างรวดเร็วแฟชั่นก็เหมือนกัน วัยรุ่นจะนิยมเปลี่ยนแฟชั่นกันบ่อยมาก ทั้งนี้การเปลี่ยนแฟชั่นในแต่ละอย่างนั่น จะมียุคของเขาเหมือนกันอย่างเช่น เพื่อนวัยรุ่นในกลุ่มได้นำรูปแบบการแต่งตัว สวมเสื้อผ้าต่างๆที่แปลกแหวกแนว และดูเท่ห์  ก็จะทำให้วัยรุ่นในกลุ่มเอาไปลองแต่งตัวตามดูบ้าง จึงทำให้แฟชั่นรูปแบบนั้นมีการเผยแพร่อย่างรวดเร็วอย่างไรก็ตามถือได้ว่าแฟชั่นมีอิทธิพลต่อวัยรุ่นมาก ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่าศิลปะการแต่งกายและแฟชั่นเป็นของคู่กันกับวัยรุ่นนั่นเอง

การสร้างจินตนาการและแรงบันดาลใจของนักออกแบบแฟชั่น

พรสวรรค์ กลายเป็นความสามารถพิเศษในบางสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด เช่น พรสวรรค์ด้านการวาดภาพ ซึ่งหากไม่ได้รับการสนับสนุนที่ถูกทาง อาจไม่มีพัฒนาการและอาจจะหลบซ่อนอยู่ในตัวเจ้าของพรสวรรค์จนตลอดชีวิต ซึ่งอาชีพดีไซเนอร์คงจะเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ใครๆหลายคนอยากจะเป็น แต่การจะทำงานในอาชีพนี้เป็นศิลปะแบบหนึ่งที่ไม่ใช่ใครจะมาทำกันง่ายๆ แต่ต้องมีใจรักและมีพรสวรรค์ด้านนี้มาบ้างพอสมควร และที่ขาดไม่ได้เด็ดขาดของการเป็นดีไซเนอร์ที่ดี นั่นคือทุกคนต้องมีพรแสวง ที่จะสรรหาความรู้เพิ่มเติมที่ทันสมัย นำสมัย ตามแนวแฟชั่นให้ทันเสมอ และมีความคิดสร้างสรรค์และมีไอเดียที่แปลกใหม่เสมอ

ปัจจัยที่ทำให้ผู้ที่ประกอบอาชีพนี้ประสบความสำเร็จและก้าวหน้าในอาชีพ

ก็คือการคงไว้ซึ่งการเป็นนักออกแบบเสื้อผ้าหรือแฟชั่นดีไซเนอร์ไว้ ซึ่งต้องใช้โอกาส เวลา และค่าใช้จ่ายในการผลิต และการแสดงผลงานที่มีต้นทุนต่ำให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเต็มศักยภาพ ซึ่งนักออกแบบแฟชั่นไม่ควรย่ำอยู่กับที่ ควรมีความคิดเชิงรุกมากกว่ารับเพียงคำสั่งจากลูกค้าควรศึกษาหาความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาชีพและควรสร้างโอกาสให้ตนเอง เช่น การศึกษาภาษาต่างประเทศเพิ่มเติม ศึกษาด้านการตลาด ความต้องการของลูกค้า กลุ่มเป้าหมายลูกค้าใหม่ เสาะหาแหล่งตลาดวัตถุดิบ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่ครบวงจร สร้างแนวโน้มแฟชั่น ศึกษารูปแบบของสินค้าจากต่างประเทศ และข้อกีดกันทางการค้า ซึ่งเป็นปัจจัยในความก้าวหน้าทันโลก และยืนอยู่ในอาชีพได้นาน และอาจสร้างผลงานที่คนไทยภูมิใจ หันมาใส่เสื้อผ้าที่ผลิตโดยนักออกแบบเสื้อผ้าไทยกันทั่วประเทศ

ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาดีไซเนอร์ไทยมีพัฒนาการในเรื่องความคิด การสร้างสรรค์ผลงานค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับสมัยก่อน แต่ดีไซเนอร์ไทยเก่งๆมักมีข้อกำจัดทางภาษา ความกล้าแสดงออก และการนำเสนอผลงานที่ยังทำได้ไม่เต็มที่ ทำให้งานดีไซน์ดีๆมากมายกลับไม่เป็นที่รู้จัก หรือผ่านตาสาธารณะชนที่ต้องการเห็นศักยภาพและความสามารถของดีไซเนอร์ชาวไทย หากงานออกแบบไทยได้ก้าวข้ามข้อจำกัดและมีการนำเสนอที่ถูกต้อง จะทำให้ผลงานของคนไทยได้รับการยอมรับเทียบเท่าดีไซเนอร์ระดับโลกได้ไม่ยาก เพราะความสุขในการทำงานคือสิ่งที่สำคัญในทุกๆอาชีพ ถ้าเราชอบและมีความสุขในทุกๆวัน นั่นก็จะนำมาซึ่งไอเดียและแรงบันดาลใจ ความสุขเป็นสิ่งที่ลอกเลียนกันหรือขอยืมกันไม่ได้ เราจะต้องสร้างหรือค้นหาให้พบ

แฟชั่นสุดเก๋แรงบันดาลใจจากงานศิลปะ

เมื่องานศิลปะเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานแฟชั่น ที่ทำให้ภาพแห่งความฝันนั้นกลายเป็นความจริง กับคอลเล็กชั่นเก๋ๆ ในการผสมผสานระหว่างงานศิลปะและแฟชั่นเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งในปัจจุบันนี้แฟชั่นสไตล์ศิลปะนั้น ก็ได้มีหลากหลายแบบให้เพื่อนๆ ได้หยิบจับมาแต่งกันอย่างมากมาย

“ในยุคที่เทคโนโลยีการสื่อสารก้าวล้ำนำหน้าอย่างในปัจจุบัน ข้อมูลข่าวสารของทั่วโลกสามารถรับรู้ได้ทั่วถึงกันหมด แต่เป็นไปไม่ได้ที่ชาวยุโรปซึ่งเห็นแฟชั่นของไทยจะหันมาเอาอย่างคนไทย มีแต่คนไทยที่ยิ่งอาศัยเทคโนโลยีในการรับอิทธิพลทางวัฒนธรรมและลอกเลียนแฟชั่นจากตะวันตก ตอนนี้อาจเห็นว่าคนทั้งโลกแต่งตัวคล้ายๆกัน คนอเมริกันก็แต่งตัวเหมือนๆกับคนไทย แต่คนไทยกลับเป็นฝ่ายลอกเลียน ชอบเอาอย่างต่างชาติ เกิดลัทธิเอาอย่างขึ้นในบ้านเรา

“สำหรับค่านิยมในการบริโภคสินค้าแฟชั่นแบรนด์เนมนั้น ถือว่าเป็นดาบสองคม ด้านดีคือมันก่อให้เกิดความตื่นตัวในวงการแฟชั่นขึ้น เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการปรับปรุงของเราให้ทันสมัยทัดเทียมคนอื่น แต่ด้านร้ายคือมันก็ก่อให้เกิดการแบ่งชนชั้นทางสังคม เกิดการแบ่งแยกระหว่างคนรวยกับคนจน มีการแข่งขันทางชนชั้น คนจนก็พยายามหาสินค้าแบรนด์เนมของแท้ราคาแพงมาใช้เพื่อยกระดับตัวเอง ถือเป็นการดูถูกชนชั้นของตน ส่วนคนที่ใช้ของปลอมก็ได้รับการดูถูกหนักยิ่งขึ้น เพราะดูถูกความเป็นตัวของตัวเอง

“การที่คนเราจะสามารถสร้างแนวทางแฟชั่นของเราเองขึ้นมา โดยการคิดผสมผสานให้เหมาะสมกับตัวเองนั้น น่าจะทำให้เรากลายเป็นผู้นำแฟชั่นแนวใหม่ ซึ่งจะน่าชื่นชมกว่าการลอกเลียนแบบ “แฟชั่นชั้นสูงเป็นงานศิลปะที่มีความเป็นตัวเองสูง การเปลี่ยนแปลงของแฟชั่นชั้นสูงจะเป็นอิสระจากสภาวะโดยรอบ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจหรือสังคม เนื่องจากเป็นเรื่องของคนชั้นสูงซึ่งมีฐานะดีที่จะไม่ได้รับผลกระทบ แฟชั่นชั้นสูงจึงอาจไม่สะท้อนความเป็นจริงของโลกมากนัก แต่สำหรับแฟชั่นระดับกลางหรือระดับล่าง ผู้บริโภคเป็นชนชั้นกลาง หากมีความเปลี่ยนแปลงในทางสังคมหรือเศรษฐกิจ เช่น น้ำมันแพง สินค้าแพง ผู้คนจะปรับพฤติกรรมการบริโภคจับจ่ายสินค้า ทิศทางของแฟชั่นระดับกลางหรือล่างก็จะผันแปรตาม สะท้อนถึงสภาวะที่เกิดขึ้น

เติมความสดใสด้วยสีสันและศิลปะแห่งแฟชั่น

หนุ่มสาวในยุคโลกไซเบอร์ที่อยากอัพเดตเทรนด์แฟชั่นฮิตชนิดเกาะขอบรันเวย์ ค้นหาแรงบันดาลใจของเหล่าดีไซเนอร์ในการออกแบบ เก็บเกี่ยวข้อมูลงานศิลปะที่ชื่นชอบ รู้ที่มาที่ไปในหน้าประวัติศาสตร์แฟชั่นเมื่อครั้งอดีต

เติมความสดใสในฤดูร้อนด้วยสีสันและศิลปะแห่งแฟชั่น สำหรับสาว ๆ หนุ่ม ๆ ที่ผ่านการออกแบบอย่างพิถีพิถัน มีรสนิยมและสไตล์โดดเด่นเป็นตัวของตัวเอง เผยเทรนด์สุดฮอตในคอลเลกชั่น สปริง/ซัมเมอร์ 2014 ด้วยแคมเปญ “แฟชั่นคือศิลปะ” แสดงออกถึงอารมณ์ จิตวิญญาณและความเป็นตัวของตัวเอง เสื้อผ้าสำหรับสาว ๆ เพิ่มความสนุกและลูกเล่นด้วยการผสานสไตล์ที่หลากหลายของการตัดเย็บ เนื้อผ้าและลายพิมพ์ลวดลายหลากหลายสะดุดตา เติมความหรูหราด้วยโทนสีต่าง ๆ อาทิ สีพาสเทล สื่ออารมณ์โรแมนติกและอ่อนหวานด้วยสีเขียวมิ้นต์ สีม่วงไลแลค สีเหลืองเลมอน สีชมพูและสีฟ้า, สีโทนกลาง อย่างสีเบจ สีงาช้าง สีน้ำตาลหม่น สีดำ สีเทาและสีขาว, สีโทนดำและขาวตัดด้วยสีแดง ที่ได้รับความนิยมตลอดกาล, สีน้ำเงินหลากเฉด ที่ให้ความรู้สึกหรูหรามีสไตล์เข้ากับทุกลุค,สีโทนนีออน สะท้อนแสง ที่เผยความเปรี้ยวซ่าสดใสและกล้าแตกต่าง เป็นต้น

ส่วนเสื้อผ้าสำหรับหนุ่มยังคงความหรูหราแต่เรียบโก้ และคงความพิถีพิถันทุกขั้นตอนการออกแบบ นำเสนอ 3 ธีม ได้แก่ ไมอามี่ โมเดิร์น, คูล บรีซ และ แอล.เอ.บีท เพื่อตอบทุกความต้องการของหนุ่ม ๆ คือ โดดเด่นด้วยเสื้อผ้าแนวสปอร์ตตกแต่งลูกเล่นลายทาง ลายเพสลีย์ ลายจุดและลายแจ๊กการ์ด ถ่ายทอดอารมณ์ความสนุก พร้อมเสื้อแจ๊กเกตเบสบอลซิปหน้าและเสื้อแจ๊กเกตอีกหลายแบบใส่คู่เสื้อเชิ้ต เน้นความรู้สึกสดใสสนุกสนานด้วยกลิ่นอายสไตล์ “แมด เมน” ผสมผสานลงตัวกับลวดลายดอกไม้ เติมเสน่ห์ซัมเมอร์ให้สดใสด้วยโทนสีแดง สีชมพู สีเขียวมรกตและสีน้ำเงินสด ในสไตล์ที่หลากหลายของเสื้อยืด กางเกงขาสั้น กางเกงชิโนและเสื้อเบลเซอร์ ปิดท้ายที่ “คูล บรีซ” เน้นความผ่อนคลายด้วยสีสันสบายตา สีขาว สีดำ สีเทา และสีเทาพาสเทล พร้อมไอเท็มชิ้นสำคัญกางเกงขาสั้นผ้าเจอร์ซีย์ เสื้อฮาร์เลย์ เสื้อเชิ้ตตัวยาวและเสื้อยืดลายเท่ เนื้อผ้าฝ้ายบางเบาผสมผ้าลินินเนื้อนุ่ม เน้นรูปทรงกึ่งลำลองเนื้อเบาและไร้เส้นตะเข็บ เสื้อเบลเซอร์

จินตนาการและวิสัยทัศน์ด้านการออกแบบแฟชั่น

วิสัยทัศน์ที่ต้องการสร้างสถาบันแฟชั่นชั้นนำให้กับประเทศไทย

เพื่อเสริมสร้างบุคลากรแฟชั่นมืออาชีพเทียบเท่าระดับโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างบุคลากรแฟชั่นมืออาชีพให้กับประเทศไทย มุ่งให้ความรู้และฝึกฝนทักษะแฟชั่นแบบครบวงจรนับตั้งแต่การออกแบบ การสร้างแพทเทิร์น การเลือกสรรวัตถุดิบ เทคนิคการตัดเย็บ เทคนิคการปรับแก้ การตกแต่งเครื่องแต่งกาย ตลอดจนวิทยาการแฟชั่นทันสมัยอื่นๆโดยเน้นการฝึกฝนและปฏิบัติจริง บัดนี้จินตนาการได้ถูกต่อยอดผ่านการออกแบบและตัดเย็บเพื่อโชว์ผลงานที่รังสรรค์จากจินตนาการและแรงบันดาลใจโดยมีเซเลบริตี้และกูรูด้านแฟชั่นมาร่วมงานคับคั่ง

การเปิดโอกาสให้กับทุกคนที่มีใจรักด้านการออกแบบ แล้วพัฒนาต่อไปยังเวทีระดับสากล ซึ่งหมายถึงเสื้อผ้าใดๆที่สามารถใส่เดินถนนได้จริง แต่มีความสร้างสรรค์ได้เอง เป็นแนวทางที่กว้างมาก สามารถครีเอทได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้การออกแบบเสื้อผ้าแนวสตรีทแฟชั่นนั้นสำคัญตั้งแต่คอนเซ็ปต์ การออกแบบต้องมีที่มา มีแรงบันดาลใจ มีเรื่องราวที่ถ่ายทอดจากจิตวิญญาณภายในของนักออกแบบ , มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเป็นของตัวเอง การตัดเย็บ มองแล้วรู้เลยว่าเป็นฝีมือเรา , เรื่องการจับคู่สี เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องศึกษาผสมกับรสนิยมส่วนตัวและการทำแพทเทิร์น ซึ่งยังถือว่ายังเป็นจุดอ่อนของนักออกแบบรุ่นใหม่ๆ

เทรนด์แฟชั่นกับธุรกิจแฟชั่นก็แยกกันไม่ออก

โดยเฉพาะในระบบอุตสาหกรรมและการพาณิชย์นั้น การออกแบบที่เป็นไปในแนวทางเดียวกับเทรนด์แฟชั่นก็จะเป็นที่ยอมรับในตลาดสากลได้มากขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้แฟชั่นไทยได้ยกระดับสู่ผู้ออกแบบและผลิต วงการแฟชั่นจึงกำลังต้องการบุคลากรที่เข้าใจ มีทัศนคติที่ดีเพื่อสร้างสรรค์งานดีๆแก่วงการแฟชั่น การทำความเข้าใจและตีความหมายเทรนด์จะช่วยให้ดีไซเนอร์และผู้ประกอบการสิ่งทอสามารถพัฒนาธุรกิจให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคได้ นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงทางธุรกิจและความสูญเสียทั้งด้านโอกาสและเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมและประเทศได้อีกด้วย

การกำหนดจินตนาการเพื่อรองรับเทรนด์ที่ยังมาไม่ถึงในหลายปีข้างหน้า อาจไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายนัก เพราะขึ้นชื่อว่าแฟชั่น คือมาและจากไป หรือย้อนกลับไป หรือเป็นอะไรที่มองไกลมากอาจเจ็บตัว ถึงแม้จะคิดไปได้ไม่ไกลมาก ต่างจากงานบริหารด้านอื่นๆ แต่การได้คิดยังสำคัญเสมอ เหมือนแบบฝึกหัดที่ทำให้เราไม่หยุดนิ่ง เป็นความท้าทายที่ไม่อาจมองข้าม นี้คือสิ่งที่จะบอกตัวเราว่าวิสัยทัศน์ มิใช่เพียงแค่ต้องยาวไกล แต่จำเป็นต้องเข้าใจในเนื้องาน และปรับใช้ให้เป็นอย่างมีประสิทธิภาพด้วยนั้นเอง

ค่านิยมด้านแฟชั่นที่มีอิทธิพลต่อการแต่งกายของวัยรุ่น

4000

การประยุกต์ศิลปะเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์แฟชั่นเครื่องนุ่งห่มและเครื่องประดับ ด้วยการนำวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนในสังคม สร้างสรรค์งานในช่วงเวลาหนึ่งๆ ทำให้เกิดเสื้อผ้าแฟชั่น เครื่องแต่งกายใหม่ เกิดวงจรชีวิตสินค้าที่เป็นไปตามฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ในยุคที่เทคโนโลยีการสื่อสารก้าวล้ำนำหน้าอย่างในปัจจุบัน ข้อมูลข่าวสารของทั่วโลกสามารถรับรู้ได้ทั่วถึงกันหมด สำหรับค่านิยมในการบริโภคสินค้าแฟชั่นแบรนด์เนมนั้น ถือว่าเป็นดาบสองคม ด้านดีคือมันก่อให้เกิดความตื่นตัวในวงการแฟชั่นขึ้น เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการปรับปรุงของเราให้ทันสมัยทัดเทียมคนอื่น แต่ด้านร้ายคือมันก็ก่อให้เกิดการแบ่งชนชั้นทางสังคม เกิดการแบ่งแยกระหว่างคนรวยกับคนจน

ค่านิยมในเรื่องของแฟชั่นการแต่งตัวในปัจจุบัน

ส่วนใหญ่นั้นมีพัฒนาการที่ก้าวไกลทางด้านรูปแบบคนในสังคมโดยเฉพาะสาวๆหรือในหมู่วัยรุ่นนั้นจะทำให้เราสามารถมองเห็นค่านิยมเหล่านี้ได้อย่างชัดเจนว่า ค่านิยมของทางด้านตะวันตกได้เข้ามามีอิทธิพล แต่ในปัจจุบันค่านิยมของเกาหลีกลับแซงหน้าค่านิยมตะวันตกขึ้นมาอย่างเรียกได้ว่าฉุดไม่อยู่จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพลง อาหารการกิน และที่ไม่แพ้กันเลยคือเรื่องสไตล์เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย จะเห็นว่าสาวๆในปัจจุบันนิยมแต่งตัวเสื้อผ้าสไตล์เกาหลีมา โดยเน้นเสื้อที่ค่อนข้างตัวใหญ่ หรือบางทีก็ใส่กางเกงที่มันเป็นขาสั้นพวกยีนส์จะเป็นที่นิยมมาก และที่เด่นชัดเลยคือนิยมใส่ผ้าพันคอกับเข็มขัด

วัยรุ่นในปัจจุบันมีการเลียนแบบการบริโภคนิยมมากขึ้น

เนื่องจากสื่อทางโทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต และจากหนังสือนิตยาสารต่างๆที่มีอิทธิพลต่อการแต่งกายของวัยรุ่น โดยเฉพาะการแต่งกายเลียนแบบดาราทั้งในละต่างประเทศ จึงทำให้ขนบธรรมเนียมประเพณีไทยอันดีงามเริ่มจะถูกกลืนหายไป หลงรับเอาวัฒนธรรมต่างประเทศมาเป็นสิ่งยึดถือ วัยรุ่นส่วนใหญ่ในปัจจุบันนิยมนุ่งกางเกง หรือกระโปรงสั้น สวมเสื้อสายเดี่ยว เสื้อคอกว้าง ตามแบบสมัยนิยม เทคโนโลยีก็เช่นกันหากไม่รู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์ย่อมส่งผลร้ายต่อผู้บริโภค

การปรับเปลี่ยนแนวคิดและพฤติกรรมของวัยรุ่นไทยคงไม่ได้เป็นความรับผิดชอบของผู้ที่เป็นวัยรุ่นเองเท่านั้นแต่ทุกคนในสังคม ก็ล้วนแล้วแต่จะต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วยกันทั้งสิ้น วัยรุ่นไทยถูกดึงดูดจากโฆษณาส่งผลให้มีการใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือย ในเรื่องของข้าวของเครื่องใช้ที่ไม่จำเป็นหรือซื้อของราคาแพง ในเด็กวัยรุ่นของที่เด็กชอบหรือที่เด็กนิยมมักจะมีราคาแพงมากการที่เด็กมีค่านิยมเช่นนี้ ทำให้เกิดผลกระทบกับตัวเด็กเองและปัญหาทางสังคมตามมา ปัญหาที่ทำให้เด็กมีค่านิยมทางวัตถุนั้น พบว่าส่วนหนึ่งเห็นแบบอย่างมาจากพ่อและแม่ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ฐานะดี พ่อแม่มักจะเป็นคนที่ติดยี่ห้อหรือนิยมในสิ่งของฟุ่มเฟือยต่างๆ และแสดงลักษณะอย่างนี้ให้เด็กได้เห็นได้เลียนแบบ